prompt ถูกส่งเข้า Microsoft ก่อนเจน แล้วเซิร์ฟเวอร์ส่ง GUID กลับมาฝังในพิกเซล

ตามรายงาน ก่อนที่ Paint จะเจนภาพในเครื่อง ตัวแอปจะส่งข้อความ prompt ไปยัง endpoint ตรวจเนื้อหา (moderation) ของ Microsoft บน Azure ก่อน เซิร์ฟเวอร์จะตอบกลับเป็น JSON ที่มีทั้ง revisedPrompt, promptGenerationId, watermarkId และ flag containsHumanReference โดยค่า watermarkId ที่เซิร์ฟเวอร์ออกให้นี่เองคือรหัสที่ถูกนำไปฝังเป็นลายน้ำล่องหน นักวิจัยยังพบว่าคำขอเจนภาพครั้งถัดไปจะแนบ promptGenerationId ของครั้งก่อนกลับไปในชื่อ lastPromptGenerationId ทำให้คำขอที่ต่อเนื่องกันถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างชัดเจน และเนื่องจาก Microsoft เห็น prompt ทุกอันและเป็นผู้ออกรหัส จึงมีศักยภาพที่จะโยงภาพกลับไปหา prompt ต้นทางได้ ซึ่ง Li เทียบกับกรณี machine identification dots ที่เครื่องพิมพ์เลเซอร์แอบฝังมาหลายสิบปี

เปลี่ยนพิกเซลราว 74% ของภาพ และถ้าฝังไม่สำเร็จ Paint จะไม่ยอมส่งงาน

ฟังก์ชันที่ทำงานนี้ชื่อ WmkWriteWatermark อยู่ในไฟล์ Watermarker.dll ใช้วิธี content-adaptive block-domain embedding แบบ SVD-style quantization กำหนดให้แต่ละบิตต้องฝังลงบล็อกภาพสำเร็จอย่างน้อย 3 จุด ผลคือในภาพขนาด 512×512 พิกเซล มีพิกเซลถูกแก้ค่าราว 193,376 จากทั้งหมด 262,144 พิกเซล หรือประมาณ 74% ของภาพ ที่สำคัญคือ Paint จะถือว่าการฝังลายน้ำที่ล้มเหลวเท่ากับการเจนภาพล้มเหลว แล้วไม่ยอมส่งภาพออกมาเลย (ต่างจาก Photos ที่แค่บันทึก log แล้วเจนต่อ) รหัสเดียวกันนี้ยังไปโผล่ใน C2PA Content Credentials ของไฟล์ในฐานะ soft binding อัลกอริทึมชื่อ com.microsoft.invismark.1 เชื่อมลายน้ำระดับพิกเซลเข้ากับ metadata แสดงที่มา ฟีเจอร์ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม Paint ทั้งโหมด Image Creator (ผ่าน Azure OpenAI) และ Cocreator (รันบน NPU ในเครื่อง Copilot+ PC) รวมถึง Image Creator และ Restyle Image ใน Microsoft Photos ด้วย ขณะรายงานข่าว Microsoft ยังไม่ตอบคำขอความเห็น

ต่างจากเจตนารมณ์ EU AI Act — เป็นการติดตามมากกว่าการเปิดเผย

มาตรา 50 ของ EU AI Act ที่เริ่มบังคับใช้ 2 สิงหาคม 2026 กำหนดให้เนื้อหาที่สร้างด้วย AI ต้องมี "เครื่องหมายที่เครื่องอ่านได้" กำกับ แต่ Li ตั้งข้อสังเกตว่า GUID ที่เซิร์ฟเวอร์เป็นผู้ออกให้แบบนี้ต่างจากสิ่งที่ข้อกำหนดต้องการ เพราะมันไม่ได้บอกแค่ว่า "ภาพนี้สร้างด้วย AI" แต่เป็นรหัสเฉพาะที่โยงกลับไปยังคำสั่งและช่วงเวลาที่ผู้ใช้เจนภาพได้ ผู้ใช้ทั่วไปที่เปิดสวิตช์ลายน้ำเป็น "Never" จะเข้าใจว่าไฟล์ของตนสะอาด ทั้งที่จริงยังมีรหัสล่องหนติดอยู่ในพิกเซลทุกใบ

มุมมองของเรา

สำหรับสตูดิโอที่ส่งมอบไฟล์วิดีโอและภาพให้ลูกค้าแบรนด์ เรื่องนี้ย้ำว่า "รู้ว่าอะไรถูกฝังอยู่ในไฟล์ที่เราส่ง" เป็นส่วนหนึ่งของงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยของภาพ All-In AI Labs วางระบบงานบนโมเดลระดับโปรดักชันที่เรารู้ชัดว่าใส่ metadata และลายน้ำอะไรลงไปบ้าง และแจ้งลูกค้าได้ตรงไปตรงมา แทนที่จะพึ่งเครื่องมือ consumer ที่ฝังรหัสระบุตัวตนแบบเงียบๆ โดยผู้ใช้ปิดไม่ได้ จุดขายของเราคือคุณภาพระดับโฆษณาในงบที่ต่ำกว่าโปรดักชันปกติ แต่ "ควบคุมได้และตรวจสอบที่มาได้" คือเงื่อนไขที่มาคู่กันเสมอ ไม่ใช่ของแถม