ฟีเจอร์ opt-out ไม่ใช่ opt-in คือจุดพลาด
กลไกของฟีเจอร์นี้คือให้ผู้ใช้แท็กบัญชี Instagram สาธารณะของใครก็ได้เป็น "reference" ในพรอมป์เจนภาพ โดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า — เจ้าของบัญชีต้องเข้าไปปิดเองถ้าไม่ต้องการให้ใครใช้หน้าตนเอง (opt-out) แทนที่จะเป็นระบบที่ต้องขออนุญาตก่อน (opt-in) และตามนโยบายของ Meta เจ้าของบัญชีจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีคนใช้หน้าตัวเองไปเจนภาพ ทำให้แทบไม่มีทางรู้ว่าใครเอาหน้าตัวเองไปทำอะไรบ้าง
CAA และ SAG-AFTRA ออกแถลงการณ์คัดค้าน
เอเจนซี CAA ระบุว่า "no one's name, image, likeness, voice or creative work should be used by any third party, including AI models, without clear, documented consent" ด้านสหภาพนักแสดง SAG-AFTRA แนะนำสมาชิกให้ "take action to protect your likeness" พร้อมย้ำว่าอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ opt-in แบบชัดเจนถือว่ายอมรับไม่ได้ Meta ตอบกลับด้วยแถลงการณ์ว่า "Our intent was to provide a useful creative tool... We've heard the feedback that this feature missed the mark, so it's no longer available" และถอดฟีเจอร์ออกภายในเย็นวันศุกร์ ซึ่ง CAA ออกมาชื่นชมการตัดสินใจถอดฟีเจอร์อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา
มุมมองของเรา
เคสนี้เป็นบทเรียนตรงเรื่อง consent สำหรับทุกคนที่ทำงานกับ AI image/video โดยเฉพาะเมื่อมีหน้าคนจริงเกี่ยวข้อง — แค่ 3 วันจากเปิดตัวถึงถูกถอด สะท้อนว่าแบรนด์และสตูดิโอที่ใช้ AI สร้างคอนเทนต์ต้องเข้มงวดเรื่องสิทธิ์ภาพและเสียงของบุคคลมากกว่าที่แพลตฟอร์มจะ default ให้ ที่ All-In AI Labs ทุกงานที่มีนักแสดงหรือพรีเซนเตอร์ AI เราทำงานบนความยินยอมที่ชัดเจนและมีเอกสารตั้งแต่ต้น ไม่พึ่งค่า default ของแพลตฟอร์มใด — ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าคอนเทนต์ที่ส่งมอบไม่มีความเสี่ยงด้านสิทธิ์ภาพตามมาทีหลัง
ALL-IN