กติกาที่บังคับจริงตั้งแต่ 2 สิงหาคม
Article 50 กำหนดให้ผู้ให้บริการ generative AI ต้องติด "เครื่องหมายที่เครื่องอ่านได้" (machine-readable marking) บนผลงานทุกโมดัลที่เจนด้วย AI ทั้งข้อความ เสียง ภาพ และวิดีโอ โดยต้อง "effective, interoperable, robust และ reliable" —ร่าง Code of Practice ของ EU ระบุว่าต้องใช้ หลายชั้นพร้อมกัน: embedded metadata (เช่นมาตรฐาน C2PA) ร่วมกับ invisible pixel-level watermark และ fingerprinting เทคนิคเดียวไม่นับว่าเพียงพอ
ระบบ/โมเดลที่เปิดตัวใหม่หลังวันที่ 2 สิงหาคม 2026 ต้องปฏิบัติตามทันที ส่วนระบบที่มีอยู่ในตลาดก่อนหน้านั้นได้ grace period ยืดไปถึง 2 ธันวาคม 2026 ตามข้อตกลง AI Omnibus ชั่วคราวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026
บทลงโทษและ deadline ที่ต้องจด
- ฝ่าฝืน Article 50 — ปรับสูงสุด 15 ล้านยูโร หรือ 3% ของรายได้รวมทั่วโลก แล้วแต่จำนวนไหนสูงกว่า
- ให้ข้อมูลเท็จกับหน่วยงานกำกับดูแล — ปรับสูงสุด 7.5 ล้านยูโร หรือ 1% ของรายได้
- เส้นตายยื่นแบบฟอร์มเข้าร่วม Code of Practice — 22 กรกฎาคม 2026 เวลา 18:00 CEST ต่อ EU AI Office เพื่อขึ้นทะเบียนเป็น signatory รอบแรก
สิ่งที่ต้องแยกให้ชัด: การเลื่อนของ AI Omnibus ครั้งนี้เลื่อนเฉพาะ high-risk regime (ภายใต้ Annex III) ออกไปถึงธันวาคม 2027 แต่กติกา transparency/watermark และอำนาจปรับของหน่วยงานกำกับดูแลไม่ถูกเลื่อน — มีผลตามกำหนดเดิมคือ 2 สิงหาคมนี้
มุมมองของเรา
ทีมที่ผลิตวิดีโอด้วย AI ให้ลูกค้ายุโรปหรือแบรนด์ที่มีตลาดในยุโรป ต้องเช็คว่าไฟล์ส่งมอบมี metadata/provenance ครบตามมาตรฐานก่อนเส้นตายนี้ — โมเดลเจนวิดีโอรุ่นใหม่หลายเจ้าเริ่มฝัง C2PA มาให้อัตโนมัติแล้ว แต่ทีมงานก็ยังต้องตรวจสอบและรักษาข้อมูล provenance ให้ผ่านทุกขั้นตอนตัดต่อ เพราะการโดนปรับ 3% ของรายได้ทั่วโลกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เราออกแบบ pipeline ให้สลับโมเดลเจนวิดีโอได้ตลอดอยู่แล้ว จึงเลือกใช้เฉพาะโมเดลที่รองรับมาตรฐาน watermark ใหม่นี้ได้ พร้อมส่งมอบงานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่วันแรก โดยลูกค้าไม่ต้องเป็นคนตามแก้เอง
ALL-IN